Security

    สหราชอาณาจักรติดตามการโจมตีทางไซเบอร์ผ่าน Orion ของ SolarWinds

    หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ National Cyber Security Centre (NCSC) ได้ติดตามการถูกโจมตีทางไซเบอร์ผ่านแพลตฟอร์ม Orion ของ SolarWinds บริษัทที่ให้บริการจัดการระบบเครือข่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่รับดูแลระบบงานให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกา

    การโจมตีทางไซเบอร์ของ SolarWinds ทำให้องค์กรระดับชาติหลายแห่งในสหรัฐเสียหายอย่างมาก

    องค์กรระดับชาติหลายแห่งของสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างมากในการโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ ดังนั้น NCSC จึงได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือได้ว่ามีความซับซ้อนมากที่สุดครั้งหนึ่ง สำหรับการประเมินถึงขนาดของระบบงานที่ถูกโจมตีและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสหราชอาณาจักร

    SolarWinds

    นอกจากนี้แล้ว NCSC ได้เผยแพร่คำเตือนและคำแนะนำให้กับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินอยู่ในสหราชอาณาจักรได้เพิ่มความระมัดระวังในการอัพเดตซอฟต์แวร์ของระบบงานต่างๆ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์ผ่านระบบจัดการเครือข่ายเช่นเดียวกับทีเกิดขึ่นกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม NCSC ได้พบว่าองค์กรภาครัฐของสหราชอาณาจักรยังไม่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ตอนนี้มีเพียงหน่วยงานเอกชนเพียง 1-2 แห่งที่ถูกโจมตีเท่านั้น

    ทั้งนี้ทาง Microsoft และสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยว่าอาจจะมีการเข้าสู่เครือข่ายจากช่องทางอื่น แต่มีลักษณะเช่นเดียวกับการอัพเดตซอฟต์แวร์ของ SolarWinds และมีความเป็นไปได้ว่าการโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม Microsoft ได้แจ้งเตือนให้ลูกค้าที่อยู่ในสหราชอาณาจักรให้ทราบว่าระบบของลูกค้าอาจจะถูกโจมตีทางไซเบอร์ เพียงแต่จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและเป็นระบบงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของสหราชอาณาจักร

    SolarWinds

    โดยการโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ NCSC ได้ประเมินว่ามีความพยายามที่จะขโมยข้อมูลที่เกี่ยวกับความมั่นคงมากกว่า การขโมยข้อมูลของประชากรในประเทศ ส่วนการประเมินความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ อาจจะใช้เวลาในการตรวจสอบหลายเดือน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการโจมตีทางไซเบอร์จะต้องตรวจสอบเครือข่ายทั้งหมดที่ใช้บริการจาก SolarWinds เพื่อหาสัญญาของข้อมูลที่ถูกขโมยว่าเป็นส่วนไหนบ้าง จึงจะสามารถสรุปผลความเสียหายทั้งหมดได้

    นอกจากนี้ประเทศสหรัฐอเมริกายังได้เปิดเผยอย่างไม่เป็นทางการว่าการโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซีย ซึ่งมีพฤติกรรมสอดคล้องกับแฮกเกอร์ชาวรัสเซียในอดีต ในขณะที่ประเทศรัสเซียได้ออกมาปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และย้อนอดีตกับ 5 วิธีการของ การโจมตีทางไซเบอร์ จากประเทศรัสเซีย อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    Security

    ย้อนอดีตกับ 5 วิธีการของ การโจมตีทางไซเบอร์ จากประเทศรัสเซีย

    จาก การโจมตีทางไซเบอร์ ต่อองค์กรภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาหลายแห่งในช่วงหลายสัปดาห์ทีผ่านมา ทำให้ BBC ได้รวบรวมการโจมตีทางไซเบอร์จากประเทศรัสเซียที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาว่ามีถึง 5 ครั้ง ที่เชื่อกันว่ามีความเชื่อมโยงกันกับประเทศรัสเซียในการขโมยความลับของสหรัฐอเมริกา

    การโจมตีทางไซเบอร์ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา

    การโจมตีไซเบอร์ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1986 โดยบุคคลที่สามารถติดตามแฮกเกอร์ต่างชาติได้นั้น ไม่ใช่สายลับแต่เป็นนักดาราศาสตร์ที่เริ่มสังเกตว่ามีบุคคลภายนอกพยายามเข้าสู่ระบบเพื่อจะใช้คอมพิวเตอร์โดยที่ไม่ต้องการจ่ายเงิน ที่มีจำนวนเพียง 0.75 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 25 บาทเท่านั้นเอง

    การโจมตีทางไซเบอร์

    ดังนั้นจึงทำให้นักดาราศาสตร์คนดังกล่าวพยายามติดตามร่องรอยและสังเกตบุคคลที่ไม่คุ้นเคยที่ทำการค้นหาข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับทหาร จนในที่สุดจึงสามารถติดตามพบว่าเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ในประเทศเยอรมันที่เข้าถึงระบบงานของ KGB ที่เป็นหน่วยข่าวกรองของประเทศรัสเซีย และพยายามเชื่อมโยงมายังระบบของประเทศสหรัฐอเมริกา การโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนั้นตั้งชื่อว่า Cuckoo’s Egg ตามชื่อหนังสือของ Cliff Stoll นักดาราศาสตร์ที่พบการโจมตีทางไซเบอร์ดังกล่าว

    การโจมตีครั้งที่สองเรียกว่า Moonlight Maze ที่เกิดขึ้นช่วงกลางปี 1990 โดยเป็นการโจมตีเพื่อขโมยความลับทางทหารของสหรัฐ โดยตรวจพบภาษารัสเซียฝั่งอยู่ในภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมเพื่อขโมยข้อมูล โดย Kevin Mandia เป็นหนึ่งในทีมสอบสวนในครั้งนั้น และปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงของ FireEye บริษัทรักษาความปลอดภัยทางระบบไอที

    การโจมตีทางไซเบอร์

    ส่วนการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งที่สามได้ชื่อว่า Buckshot Yankee เกิดขึ้นในปี 2008 ที่เริ่มใช้ Thumb Drive ในเก็บข้อมูลแทนแผ่นดิสก์    ซึ่งทำให้มัลแวร์สามารถฝั่งตัวได้ง่ายขึ้น และทำให้สามารถเจาะระบบทางการทหารของสหรัฐอเมริกาได้แบบออฟไลน์ ที่ทำให้เกิดการสร้าง US Cyber Command ขึ้นมา และยังพบว่าเป็นแฮกเกอร์กลุ่มเดียวกับ Moonlight Maze 

    การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งที่ได้ชื่อว่า The Democrats เกิดขึ้นในปี 2016 ที่ประเทศจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการขโมยข้อมูลทางการค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่การโจมตีในครั้งนี้ก็ยังมีประเทศรัสเซียร่วมอยู่ด้วย โดยมีการพบว่าทั้งสองทีมจากจีนและรัสเซียอยู่เบื้องหลังของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 เช่นกัน และการโจมตีครั้งที่ 5 ชื่อว่า Sunbrust ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2020 และการสอบสวนยังไม่สิ้นสุด แต่ทางการสหรัฐอเมริกาก็เชื่อว่าการโจมตีเกิดขึ้นจากประเทศรัสเซีย ที่สร้างมัลแวร์ Sunbrust แฝงเข้าไปอยู่ในซอฟต์แวร์จัดการระบบเครือข่ายของบริษัท SolarWinds ที่ทำให้มีผลกระทบต่อองค์กรภาครัฐหลายแหล่งของสหรัฐอเมริกา ที่ปัจจุบันนี้หน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐอเมริกากำลังสอบสวนการโจมตีดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อค้นหาวิธีป้องกันต่อไปในอนาคต

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และกระทรวงพลังงานของสหรัฐเปิดเผยว่าถูกมัลแวร์แบบ Sunbrust โจมตีทางไซเบอร์ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    Security

    กระทรวงพลังงานของสหรัฐเปิดเผยว่าถูกมัลแวร์แบบ Sunbrust โจมตีทางไซเบอร์

    กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาได้ออกมายืนยันว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ด้วยมัลแวร์แบบ Sunbrust ที่ถือได้ว่าเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งร้ายแรงที่สุด โดยมีการเปิดผยว่าระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกายังปลอดภัยไม่ได้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้

    โดยหน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ออกคำสั่งเตือนกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า การจัดการกับการโจมตีทางไซแบอร์ของ Sunbrust ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นความซับซ้อนและท้าทายเป็นอย่างมาก โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรภาครัฐและเอกชนจะได้รับความเสียหาย จากการบุกรุกและโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ได้ ซึ่งได้ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรงที่สุด

    Sunbrust

    มัลแวร์ Sunbrust ได้เข้าโจมตีกระทรวงพลังงานสหรัฐด้านระบบงานที่เกี่ยวกับการจัดการอาวุธนิวเคลียร์

    จากการตรวจสอบของ CISA พบหลักฐานว่าการโจมตีทางไซเบอร์ของ Sunbrust นั้นเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์จัดการเครือข่ายที่ผลิตโดย Solarwinds Orion ที่เป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านระบบงานไอทีในรัฐเท็กซัส ทั้งนี้ SolarWinds Orion มีลูกค้ามากถึง 18,0000 ราย ที่พบว่ามีการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เพื่ออัพเดตระบบงาน ที่มาพร้อมกับมัลแวร์ที่ชื่อว่า Sunbrust

    ดังนั้น CISA จึงได้ออกคำสั่งให้องค์กรภาครัฐและเอกชนทั้งหมดให้ลบซอฟต์แวร์ของ SolarWinds ออกจากเซิอร์ฟเวอร์ของหน่วยงานทันที ทั้งนี้ Microsoft ได้ออกมาระบุเพิ่มเติมว่ามีลูกค้ามากกว่า 40 รายที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ โดยมีจำนวนถึง 80% ที่เป็นองค์กรภาครัฐและเอกชนของสหรัฐอเมริกา ส่วนที่เหลือเป็นองค์กรที่อยู่ในประเทศอื่นๆ อย่าง แคนาดา เม็กซิโก เบลเยี่ยม สเปน สหราชอาณาจักร อิสราเอล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    Sunbrust

    โดย Microsoft ได้ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า มีการตรวจพบมัลแวร์ Sunbrust ที่ซ่อนอยู่ในซอฟต์แวร์ของ SolarWinds Orion ที่ใช้สำหรับจัดการเครือข่าย ทั้งนี้ Microsoft ได้ชี้แจงว่าได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยไม่พบหลักฐานว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้

    ซึ่งหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐอเมริกาที่เป็นเหยื่อของการถูกโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ได้แก่ กระทรวงการคลัง สถาบันสุขภาพแห่งชาติของกรมอนามัย (NIH) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภิม (DHS) กระทรวงต่างประเทศ สถาบันแห่งชาติและบริหารจัดการความปลอดภัยนิวเคลียร์ (NNSA) และกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา (DOE)

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และ“Forest โฟกัส” แอพพลิเคชั่นดีๆ เพื่อการสร้างนิสัยให้เป็นคนไม่ติดโทรศัพท์ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    มือถือ

    “Forest โฟกัส” แอพพลิเคชั่นดีๆ เพื่อการสร้างนิสัยให้เป็นคนไม่ติดโทรศัพท์

    หากตอนนี้คุณเป็นคนติดสมาร์ทโฟนอย่างมากไปไหนก็ต้องพกสมาร์ทโฟนและหยิบมันขึ้นมาเช็คในทุก Application ตอนนี้มี Application ดีๆที่จะทำให้คุณเลิกนิสัยดังกล่าวแถมยังสนุกกับการสร้างนิสัยใหม่อีกด้วยซึ่ง Application นั้นมีชื่อว่า Forest โฟกัส

    “Forest โฟกัส” แอพลิเคชั่นเพื่อคนที่อยากเลิกติดสมาร์ทโฟน

    Forest โฟกัสเป็น Application เสียตังค์ที่สามารถซื้อได้บน App Store ในราคา 59 บาทแต่มันก็คุ้มสำหรับการสร้างนิสัยใหม่ให้กับผู้เล่นโทรศัพท์มือถือในแอปพลิเคชั่นนี้จะให้ผู้เล่นนั้นปลูกต้นไม้โดยต้นไม้ดังกล่าวนั้นจะโตขึ้นเรื่อยๆเมื่อคุณลดการใช้โทรศัพท์มือถือลงซึ่งก็เป็นอีก Application ที่ดีมากที่จะทำให้คุณสนุกแล้วใจจดใจจ่อไปกับการดูต้นไม้ของคุณที่คุณได้ปลูกไว้โตขึ้นแถมยังสร้างนิสัยใหม่ของคุณได้อีกด้วยนิสัยที่จะทำให้คุณนั้นอยู่กับชีวิตความเป็นจริงมากขึ้นและเอาชีวิตออกจากจอโทรศัพท์ได้ดีมากยิ่งขึ้น และยิ่งคุณเลิกจดจ่อกับการเล่นโทรศัพท์มือถือมากเท่าไหร่ต้นไม้ของคุณก็จะเริ่มโตขึ้นจากต้นไม้ 1 ต้นกลายเป็น 2 ต้นจาก 2 ต้นกลายเป็น 3 ต้นและยิ่งเพิ่มเรื่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นผืนป่า 

    Forest โฟกัส

    แน่นอนว่ามันคงไม่ง่ายสำหรับการสร้างนิสัยใหม่ๆแต่มันคงไม่ยากจนเกินไปและนี่ก็เป็นตัวช่วยที่ดีมากทำให้เราได้รู้สึกสนุกกับการเห็นต้นไม้ที่โตขึ้นสนุกกับการประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากขึ้นแถมยังทำให้เรานั้นโฟกัสกับบางสิ่งบางอย่างได้ดีขึ้นอีกด้วยซึ่งในเกม Forest โฟกัส จะมีของรางวัลนั่นก็คือต้นไม้มากกว่า 50 สายพันธุ์และเสียงที่จะช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย รวมไปถึงคุณสามารถ share ป้าของคุณให้เพื่อนๆทั่วโลกแถมยังร่วมปลูกต้นไม้กับเพื่อนและครอบครัวได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าอยากรู้คงต้องโหลดมาเล่นแล้วครับ 

    Forest โฟกัส

    ถ้าใครอยากลองแล้วก็สามารถโหลดแอพพลิเคชั่น Forest โฟกัสได้ที่ App Store ได้เลยนะครับแล้วมาสนุกกับการเห็นต้นไม้ที่โตขึ้นพร้อมกับสร้างนิสัยใหม่ไปด้วยกันใน Application Forest โฟกัส

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และSAMR ตรวจสอบข้อตกลงทางธุรกิจของอาลีบาบา และ Tencent Holding อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    ข่าวไอทีทั่วไป

    Huawei ถูกกล่าวหาว่ามีการพัฒนาระบบสำหรับตรวจสอบชาติพันธุ์ชาวอุยกูร์

    Huawei บริษัทสื่อสารขนาดใหญ่ของประเทศจีน ได้ถูกอดีตผู้จัดการด้านการสื่อสารในยุโรปของ Huawei เปิดเผยต่อสาธารณะว่า Huawei มีการพัฒนาระบบตรวจสอบการจดจำใบหน้าและตรวจสอบใบหน้าของชาวอุยกูร์ ซึ่งสอดคล้องกับหน่วยงาน IPVM ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้นำเอกสารภาษาจีนมาเปิดเผย ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของ Huawei และ Megvii ในการจัดหาระบบงานสำหรับการตรวจสอบดด้วยการจดจำใบหน้า โดยใช้โซลูชั่นคลาวด์วิดีโอของ Huawei ซึ่ง Huawei จะเตรียมเซิร์ฟเวอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลอุปกรณ์เครือข่ายแพลตฟอร์มคลาวด์ FusionSphere กล้อง ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ 

    Huawei

    Huawei โดนตรวจสอบเรื่องของการจดจำใบหน้าและตรวจสอบใบหน้าของชาวอุยกูร์

    ในขณะที่ Megvii จัดหาระบบจดจำใบหน้าแบบไดนามิก ที่ Huawei ได้ทดสอบแล้วพบว่าสามารถทดสอบและแจ้งเตือนเกี่ยวกับชาวอุยกูร์ได้ ทั้งนี้ IPVM ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า Megvii จะมีฟังก์ชั่นที่สามารถระบุชาติพันธุ์ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์คุณลักษณะใบหน้านั่นเอง นอกจากนี้แล้วสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มชื่อ Megvii ให้อยู่ในบัญชีที่ห้ามทำทางการในปี 2019

    เนื่องจากมีความกังวลต่อการใช้เทคโนโลยีของประเทศจีน เพื่อดำเนินการปรามปรามและกักขัง จากการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง อีกทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาของประเทศอังกฤษได้มีจดหมายแจ้งให้ Huawei ทราบถึงความกังวลของทางการประเทศอังกฤษที่มีต่อเรื่องที่ Huawei อาจจะมีการสนับสนุนโครงการปราบปรามชาติพันธุ์กับชาวอุยกูร์

    Huawei

    ทั้งนี้ Huawei และ Megvii ได้ปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยชี้แจงว่า Huawei เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่จัดหาผลิตภัณฑ์สำหรับการเชื่อมต่อโครงข่ายการสื่อสารเท่านั้น ซึ่งเป็นการดำเนินที่เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ยอมรับกันทั่วไป นอกจากนี้ Huawei ยังได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามระบบจริยธรรมและการกำกับดูแลเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะไม่มีการพัฒนาหรือให้บริการระบบที่จะใช้ระบุลักษณะของบุคคลตามชาติพันธุ์ หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อเลือกปฏิบัติและกดขี่ข่มเหงต่อกัน 

    ในส่วนของ Megvii ก็ได้ปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งเปิดเผยว่าระบบงานที่ Megvii พัฒนาขึ้นมานั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อระบุตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ ในขณะที่รัฐบาลประเทศจีนได้ปฏิเสธเช่นกันในเรื่องของการจัดทำ “ค่ายการศึกษาแห่งใหม่” ที่เชื่อว่ากันว่าเป็นค่ายกักขังขาวอุยกูร์ที่อยู่ในประเทศจีน มีเพียงการเปิดเผยว่าค่ายที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นนั้น ออกแบบมาเพื่อป้องกันการก่อการร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น และเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาบุคคลเพื่อสร้างโอกาสในการจ้างงานให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และOfcom มีอำนาจควบคุมผู้ให้บริการออนไลน์ตามมาตรการ Online Harms Bill อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    ข่าวไอทีทั่วไป

    SAMR ตรวจสอบข้อตกลงทางธุรกิจของอาลีบาบา และ Tencent Holding

    สำนักงานกำกับดูแลตลาดจีน หรือ State Administration of Market Regulation (SAMR) ได้สอบสวนข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มธุรกิจอาลีบาบาและ Tencent Holdings โดยพบว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า จึงทำให้SAMRมีคำสั่งปรับอาลีบาบา Tencent และ Shenzhen Hive Box เป็นเงินรายละ 500,000 หยวน หรือประมาณ 2.3 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินค่าปรับสูงสุด ภายใต้กฎหมายป้องกันการผูกขาดทางการค้าปี 2008

    SAMR พบว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มธุรกิจอาลีบาบาและ Tencent Holdings นั้นทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า

    นอกจากนี้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่าน Tencent Holdings ได้ควบรวมกิจการของบริษัทสตรีมมิ่งเกมจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ Huya Inc. และ DouYu International โดยจากการตรวจสอบของSAMRที่เกิดขึ้นนี้เป็นการแสดงให้ว่าการกำกับดูแลการต่อต้านการผู้ขาดทางการค้าในอินเตอร์เน็ต จะมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

    State Administration of Market Regulation (SAMR)

    รวมทั้งอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตภายในประเทศจีนนั้น อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้าทั้งหมด ทั้งนี้ภายหลังจากที่SAMRมีคำสั่งปรับอาลีบาบา และ Tencent Holding นั้น มีผลทำให้หุ้นของทั้งบริษัทที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง ลดลงโดยอาลีบาบาปิดตัวลดลง 2.6% และ Tencent ปิดตัวลดลง 2.9% 

    โดยSAMRได้อธิบายว่าการมีคำสั่งปรับอาลีบาบ และ Tencent ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการลงโทษกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการปี 2008 และไม่ได้รายงานข้อกตลงดังกล่าวให้กับSAMRได้ทราบ

    ทั้งนี้SAMRได้มีคำเตือนถืงบริษัทต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการทำข้อตกลงซื้อขายกิจการที่มีลักษณะเช่นกับอาลีบาบาและ Tencent ว่าอาจจะมีการดำเนินการที่ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นควรจะต้องมีการรายงานการควบรวมกิจการให้SAMRได้ทราบ ถึงแม้ว่าการควบรวมกิจการอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม

    State Administration of Market Regulation (SAMR)

    นอกจากนี้แล้วยังมีบริษัท China Literature ถูกปรับในการละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดเช่นกัน เนื่องจากไม่มีการรายงานการเข้าซื้อกิจการ New Classic Media ในปี 2018 กับ Shenzhen Hive Box โดยSAMRได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า

    การดำเนินธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตในช่วง 12 ปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการในการควบคุมทั้งการดำเนินธุรกิจ การควบรวมกิจการและการขยายกิจการ ซึ่งSAMRพยายามที่จะดำเนินการจากข้อตกลงที่ง่ายที่สุดและมีข้อขัดแย้งน้อยที่สุดเป็นอันแรก และจะเริ่มขยายไปสู่การดำเนินการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้าว่าเป็นอย่างถูกต้องและมีความยุติธรรมที่สุด

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และFederal Trade Commission เปิดการสอบสวนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลบริษัท อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    ข่าวไอทีทั่วไป

    Ofcom มีอำนาจควบคุมผู้ให้บริการออนไลน์ตามมาตรการ Online Harms Bill

    หน่วยงานกำกับและดูแลสื่อของประเทศอังกฤษ หรือ Ofcom ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจในการควบคุมการเข้าถึงบริการออนไลน์ เพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้งานโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการ Online Harms Bill  สำหรับควบคุมการให้บริการทางออนไลน์และให้อำนาจกับ Ofcom ในการตรวจสอบและจัดการกับการแสดงเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ทั้ง Facebook Instagram Twitter YouTube หรือสื่อออนไลน์อื่นๆ ตลอดจนสามารถลงโทษด้วยการเรียกค่าปรับกับบริษัทดังกล่าว กรณีที่ไม่จัดการกับการแสดงเนื้อหาที่เป็นอันตรายผ่านแพลตฟอร์มของตนเอง 

    Ofcom

    Ofcom หน่วยงานกำกับและดูแลสื่อของประเทศอังกฤษ เตรียมควบคุมการเข้าถึงบริการออนไลน์

    โดย Online Harms Bill ไม่ได้ครอบคลุมการลงโทษทางอาญา อีกทั้งไม่มีข้อบังคับที่ป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ มีเพียงการป้องกันและจัดการกับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีของเด็กและเยาวชนทางออนไลน์ รวมถึงการดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ของผู้ก่อการร้ายเท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรการที่ประเทศอังกฤษประกาศใช้ก่อนที่กฎหมายที่จะใช้ควบคุมการให้บริการทางดิจิทัลบังคับใช้ 

    ทั้งนี้มาตรการ Online Harms Bill ให้อำนาจกับOfcomในการเรียกค่าปรับกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสารทางออนไลน์ได้ถึง 10% ของมูลค่าการซื้อขายทั่วโลกต่อปีหรือ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 730 ล้านบาท) ซึ่งแล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงกว่า กรณีที่บริษัทผู้ให้บริการดังกล่าวไม่จัดการเนื้อหาที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตราย หรือเนื้อหาที่เป็นอันตรายและไม่ผิดกฎหมายก็ตาม นอกจานี้ยังสามารถบังคับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสามารถบล็อกอุปกรณ์ของบริษัทผู้ให้บริการสื่อสารทางออนไลน์ พร้อมกับบทลงโทษที่สูงสุดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้มาตรการ Online Harms Bill ยังครอบคลุมแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการหาคู่ออนไลน์ และวิดีโอเกมต่างๆ ด้วยเช่นกัน

    Ofcom

    นอกจากนี้แล้วมาตรการ Online Harms Bill  ยังกำหนดให้ผู้ให้บริการสื่อสารทางออนไลน์ จะต้องเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการจัดการกับเนื้อหาที่เป็นอันตรายผ่านแพลตฟอร์มของตนเองอย่างโปร่งใส รวมทั้งจะต้องกำหนดประเภทของเนื้อหาที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นอันตราย ให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลของประเทศอังกฤษยังคงมีความกังวลต่อการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการให้บริการทางดิจิทัลว่าอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางออนไลน์ได้ โดยรัฐบาลได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่าจะพิจารณากฎหมายอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อให้การควบคุมการให้บริการทางออนไลน์มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานทุกกลุ่ม และจะต้องไม่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นด้วยเช่นกัน

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และ สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมายใหม่สำหรับควบคุม การให้บริการทางดิจิทัล อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    ข่าวไอทีทั่วไป

    Federal Trade Commission เปิดการสอบสวนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลบริษัท

    หน่วยงานควบคุมการแข่งขันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา หรือ Federal Trade Commission (FTC) เป็นหน่วยงานกำกับที่เน้นดูแลสิทธิของผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีมติ 4-1 เพื่อเปิดการสอบสวนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนของลูกค้า กับบริษัทโซเชียลมีเดียและวิดีโอสตรีมมิ่งจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ Facebook ที่รวมถึงบริษัทในเครืออย่าง WhatsApp, บริษัท YouTube,  บริษัท ByteDance จากประเทศ จีนที่เป็นเจ้าของ TikTok, บริษัท Amazon ที่พัฒนา Twitch และ Snap, Twitter, Reddit และ Discord โดยจะเน้นถึงวิธีการรวบรวมและการใช้ข้อมูลของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูลของผู้ใช้งานที่เป็นเด็กและเยาวชนจากบริษัทดังกล่าวทั้ง 9 แห่ง

    Federal Trade Commission (FTC)

    Federal Trade Commission (FTC) ได้มีมติ เปิดการสอบสวนการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนของลูกค้า

    เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทเหล่านั้นมีการใช้ข้อมูลจำนวนมากสำหรับใช้วิเคราะห์ เพื่อประโยชน์ทางด้านธุรกิจ ดังนั้น FTC จึงเน้นกระบวนการรักษาข้อมูลเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานว่ามีความรัดกุมเพียงพอ และไม่มีการละเมิดสิทธิและความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคล 

    โดยทั้ง Google และ Amazon ได้ถูกปรับจากคณะกรรมการคอมพิวเตอร์และเสรีภาพแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส จากการที่มีการใช้ Cookies โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งาน ดังนั้น FTC ของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงถูกกดดันจากนักการเมืองและหน่วยงานต่างๆ อยางหนัก เพื่อให้ดำเนินการกับบริษัทที่ให้บริการโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วมากกว่าปัจจุบันนี้

    ซึ่งทำให้คณะกรรมาธิการของ FTC มีมติในการสอบสวนการใช้ข้อมูลของบริษัทโซเชียลมีเดียและวิดีโอสตรีมมิ่งจำนวน 9 แห่ง ดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ออกประกาศเกี่ยวกับการนำ Facebook เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในข้อกล่าวหาว่า Facebook มีการละเมิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากได้รับอันตรายจากการละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

    Federal Trade Commission (FTC)

    อย่างไรก็ตาม Facebook ได้ยอมจ่ายเงินถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท สำหรับการแก้ไขปัญหาการสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์การเมือง 

    ทั้งนี้การดำเนินการสอบสวนบริษัทโซเชียลมีเดียและวิดีโอสตรีมมิ่งจำนวน 9 แห่ง นั้นถือได้ว่าเป็นการพัฒนาความเข้าใจให้กับสาธารณชน เกี่ยวกับแนวปฏิบัติเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับข้อมูลของผู้บริโภค ที่ถือได้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจะช่วยสร้างความเข้าใจกับบริษัทโซเชียลมีเดียและวิดีโอสตรีมมิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดเกี่ยวกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยและรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และBig data ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    ข่าวไอทีทั่วไป

    สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมายใหม่สำหรับควบคุม การให้บริการทางดิจิทัล

    สหภาพยุโรปประกาศใช้ Digital Services and Digital Markets Acts ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่สำหรับควบคุม การให้บริการทางดิจิทัล และถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะจะเน้นไปในเรื่องของการแข่งขันทางการตลาด และการสร้างแพลตฟอร์มที่มีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้งานแสดงผ่านแพลตฟอร์มของแต่ละบริษัท นอกจากนี้สหภาพยุโรปจะกำหนดค่าปรับกรณีที่บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดใหม่ดังกล่าว ทั้งนี้กฎหมายใหม่สำหรับควบคุมการให้บริการทางดิจิทัลฉบับนี้ ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการตลาดของสหภาพยุโรป พร้อมทั้งยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองของบริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบางบริษัทไม่ควรมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป

    การให้บริการทางดิจิทัล

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ในเรื่องของการควบคุม การให้บริการทางดิจิทัล

    นับจากปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แพลตฟอร์มการสื่อสารทางออนไลน์อย่าง Facebook Instagram Twitter YouTube หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ เป็นการสื่อสารที่นิยมใช้กันมากขึ้น สามารถใช้สื่อออนไลน์แสดงเนื้อหาได้อย่างอิสระโดยปราศจาการควบคุม รวมทั้งผู้พัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถกำหนดนโยบายควบคุมการใช้งาน ที่บางครั้งเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ใช้งาน หรือผู้พัฒนาแพลตฟอร์มด้วยกัน

    ดังนั้นการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการให้บริการทางดิจิทัลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มทั้งหลายที่มีอยู่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ตลอดจนหน่วยงานของสหภาพยุโรปจะต้องมีเครื่องสำหรับตรวจสอบการดำเนินงานทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งออนไลน์และออฟไลน์

    การให้บริการทางดิจิทัล

    นอกจากนี้แล้วกฎหมายควบคุมการให้บริการทางดิจิทัลของสหภาพยุโรปฉบับใหม่นี้ ยังจะเป็นการป้องกันการผูกขาดทางการตลาดจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง Facebook และ Google ที่มีแนวโน้มในการกำหนดนโยบายต่างๆ ของ เพื่อลดโอกาสการแข่งขันทางการตลาดบนออนไลน์กับกลุ่มธุรกิจรายย่อย อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ยังได้ออกมาสำหรับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่อยู่ในสหภาพยุโรปทั้งหมด

    เนื่องจากบางครั้งแพลตฟอร์มทางอินเตอร์จะขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน ก่อนที่จะใช้ฟังก์ชั่นบางอย่างภายในแพลตฟอร์มแต่ละราย ซึ่งอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้งานได้ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรปคาดหวังว่าการออกกฎหมายควบคุมการให้บริการทางดิจิทัลจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลทั้งต่อผู้ใช้งานและผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออน์ไลน์รายใหญ่อย่าง Google Facebook Instagram YouTube และ Twitter

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และApple เตรียมจะรับซ่อม “IPHONE 11” ที่มีปัญหาไม่สามารถสัมผัสหน้าจอได้ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    เทคโนโลยี

    เปิดปัญหา Apple M1 ก่อนที่คุณจะตัดสินใจจ่ายเงินซื้อมาใช้

    ภายหลังจากที่ Apple บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ได้ทำการเปิดตัวชิปประมวลผล Apple M1 (ARM) แน่นอนว่ากระแสที่ออกมารุนแรงถึงขั้นกลบชื่อของ Intel แบบสนิท แต่ด้วยความที่AppleM1เป็นชิปประมวลผลน้องใหม่ ย่อมมีปัญหาตามมาเสมอ และนี่คือปัญหาหลักที่พบได้ในAppleM1

    4 ข้อที่ควรรู้ก่อนซื้อ Apple M1

    1. ความเร็วในการต่อกับอุปกรณ์ภายนอกช้ากว่า Intel – นี่คือปัญหาอย่างแรกของAppleM1หลังจากที่มีผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดสอบการเชื่อมต่อกับตัวหน่วยความจุภายนอก (External HardDisk) เห็นได้ชัดเลยว่าการอ่านประมวลผลของAppleM1ช้ากว่าของ Intel เป็นอย่างมาก ซึ่งจนถึงตอนนี้หลายๆ คนก็ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง หรือเป็นความตั้งใจของทาง Apple ที่ต้องให้ช้ากว่า หรืออาจจะมาจากข้อจำกัดของตัวAppleM1ที่ทำได้แค่นี้

    Apple M1

    2. ปลั๊กอินในการตัดต่อวิดีโอยังรองรับไม่เยอะและคุณภาพของวิดีโอยังสู่ Intel ไม่ได้ – ปัญหาต่อมาของAppleM1จะเจอกับคนที่ทำงานในการตัดต่อเพราะAppleM1ยังไม่รองรับ Motion vfx, M callout รวมถึงตัวอุปกรณ์เสริมอีกหลายอย่าง ซึ่งเราควรจะเช็คให้ดีว่ามีอุปกรณ์ไหนที่สามารถใช้ร่วมกับAppleM1ได้บ้าง และอีกปัญหาคือคุณภาพของวิดีโอที่ยังสู้ตัว Intel ไม่ได้ แต่นี่เป็นเพียงกระแสตอบรับจากผู้ใช้เป็นบางคนเท่านั้น ตอนนี้ทางผู้เชี่ยวชาญของ Apple กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง

    3. Application ของ iOS ยังมีให้บริการไม่เยอะ – ส่วนมากในตอนนี้ถ้าเป็น Mac รุ่นใหม่ๆ จะใช้ตัวAppleM1แทบจะทั้งหมด ข้อดีคือผู้ใช้สามารถรับแอพพลิเคชั่นมาจากตัวอุปกรณ์พกพาอย่าง iPhone และ iPAD ได้เลย แต่ในความเป็นจริงแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการบน Mac App Store ยังไม่มีแอพพลิเคชั่นเสริมหรือเกมจากฝั่งของ iOS โดยหากจะใช้บริการแอพพลิเคชั่นที่เหลือนั้นจะต้องใช้ตัวโปรแกรมช่วยในการติดตั้งซึ่งจะสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้   

    Apple M1

    4. ไม่สามารถใช้งาน Windows กับปัญหาของ Bluetooth – ปัญหาต่อมาจากการที่เปลี่ยนมาใช้ชิบประมวลผลAppleM1ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถติดตั้งตัว Windows ได้อีกซึ่งผลกระทบคือผู้ใช้จะไม่สามารถใช้งาน Windows 10 ได้ ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใครๆ หลายคนที่ชินกับตัว Windows ซึ่งตอนนี้ทางทีมงาน Apple กำลังแก้ไข้ปัญหานี้อยู่ 

    ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นปัญหาคร่าวๆ ที่ทางผู้ใช้งานและทีมพัฒนาได้พบเจอกับตัวAppleM1ซึ่งในอนาคตหลายคนคาดการณ์กันว่าปัญหาเหล่านี้คงจะได้รับการแก้ไขและพัฒนาตัวAppleM1ให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน 

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และ“หัวเหว่ย” ค่ายโทรศัพท์มือถือชื่อดังที่โดนพิษจากนักการเมืองสหรัฐ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    Add your widget here