Security

    ระบบงานทางด้าน สาธารณสุข อาจจะเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์

    จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 อาจจะส่งผลให้ระบบงานทางด้าน สาธารณสุข อาจจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากอาจจะเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ในปี 2021 ได้ ซึ่งจะมีการพัฒนาวิธีการโจรกรรมให้มีความซับซ้อนและสร้างอันตรายให้กับระบบงานทางด้านสาธารณสุขได้เพิ่มมากขึ้น

    โดยจะเห็นได้จากระบบการขนส่งวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ได้มากขึ้น เพราะหลายๆ ประเทศมีความต้องการวัคซีนดังกล่าว อีกทั้งวัคซีนบางตัวต้องการการขนส่งที่พิเศษมากกว่าการขนส่งวัคซีนแบบปกติโดยทั่วไป ดังนั้นการป้องกันระบบการขนส่งวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จึงต้องปลอดภัยสูงสุดมากกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา เช่น การสร้างตู้คอนเทนเนอร์ขนาดลบ 70 องศาที่จะต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและติดตามได้ตลอดเส้นทาง

    ระบบงานทางด้าน สาธารณสุข

    การโจมตีทางไซเบอร์เล็งที่จะโจมตีระบบงานทางด้าน สาธารณสุข

    ทั้งนี้บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ๆ ของโลกนั้นให้ความเห็นการโจรกรรมทางไซเบอร์นั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับบริษัทอยู่แล้ว เนื่องจากสูตรการผลิตยาประเภทต่างๆ นั้น ถือเป็นความลับขั้นสูงสุดที่บรรดาแฮกเกอร์ทั้งหลายมีความต้องการมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ผลิตยาทั้งหลายจึงได้สร้างระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดให้กับระบบที่ใช้ในการผลิตและเก็บรักษาข้อมูลต่างๆ

    ซึ่งปัจจุบันนี้การโจรกรรทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจะเป็นการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการเรียกร้องทางการเงินที่มีมูลค่าสูงมากนั่นเอง และนอกจากการต้องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาจากผู้ผลิตยาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในช่วงนี้ คือ การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เพื่อให้เกิดการต่อต้านการรับวัคซีน    โควิด-19 เช่นกัน

    ระบบงานทางด้าน สาธารณสุข

    จากรายงานล่าสุดของ Positive Technology บริษัททางด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เปิดเผยว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน ปี 2020 นี้ การโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบงานทางด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่เกิดจากการใช้มัลแวร์ที่ชื่อว่า Ransomware และเกิดขึ้นโรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเรียกค่าไถ่จากการใช้ Ransomware เข้าถึงระบบงานของโรงพยาบาลอย่างไม่ถูกต้องจำนวน 6 แห่ง แต่ละแห่งถูกเรียกค่าไถ่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30 ล้านบาท ที่ส่งผลทำให้การรักษาบางส่วนของโรงพยาบาลจะต้องถูกยกเลิก

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และNuro บริษัทสตาร์ทอัพเตรียมเปิดให้บริการรถจัดสินค้าแบบไร้คนขับ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    Security

    ตำรวจอินเดียเผยการก่อ อาชญากรทางไซเบอร์ ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับการเงิน

    ตำรวจอินเดียได้มีการเปิดเผยว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับการก่อ อาชญากรทางไซเบอร์ ในประเทศอินเดีย โดยในปี 2020 นั้นพบว่าร้อยละ 62 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางการเงิน เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการปิดเมืองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศอินเดีย ที่ทำให้มีการทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อของผ่านออนไลน์กันมากขึ้น ร้อยละ 24 เกี่ยวข้องกับการถูกคุกคามทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

    ไม่ว่าจะเป็น Facebook Tiktok YouTube Twitter และ Instagram ส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 14 ของเรื่องร้องเรียนจะเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังพบว่าการขู่กรรโชกโดยการดัดแปลงวิดีโอของผู้คนในสังคมนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรทางเพศที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาชญกรรมทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นเหมือนกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่นกัน 

    อาชญากรทางไซเบอร์

    อาชญากรทางไซเบอร์ ในประเทศอินเดียกับการคุกคามทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

    นอกจากนี้ยังได้พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลอกลวงทางคอลเซ็นเตอร์ของกรมสรรพากร ที่สามารถจับกุมพนักงานได้ถึง 125 คน ที่ทำการโทรไปหลอกลวงชาวต่างชาติ หรือบุคคลในประเทศที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศได้ โดยจะเป็นการแอบอ้างโดยใช้ข้อมูลทางด้านเทคนิคจากบริษัทเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงอย่าง Microsoft Apple HP และ AT&T

    อาชญากรทางไซเบอร์

    อีกทั้งยังมีการใช้วิธีที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปด้วย คือการรีดไถทางการเงิน โดยใช้การข่มขู่ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางกฎหมาย อย่างเช่น การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีอากร การใช้เลขประจำตัวประกันสังคมไปในทางที่ผิดกฎหมาย หรือการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดยเนื้อหาทั้งหมดที่นำมาข่มขู่นั้นเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นมาเองทั้งหมด ซึ่งตำรวจของอินเดียสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวได้มากกว่า 214 ราย

    ส่วนการระงับบัญชีผู้ใช้งาน Facebook Instagram Tiktok และ Youtube จำนวนถึง 278 บัญชี เนื่องจากมีการแสดงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ที่ส่วนมากจะเป็นการแสดงเนื้อหาที่คุกคามทางออนไลน์ ที่ทำให้ผู้ที่กล่าวถึงนั้นได้รับความเสียหาย และยังมีบัญชีของ Twitter เพียงอย่างเดียวที่ถูกระงับการใช้งานมากถึง 140 บัญชี

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และRansomware โจรกรรมข้อมูลโรงพยาบาลและขู่จะเผยแพร่รูปศัลยกรรมของผู้ป่วย อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    คอมพิวเตอร์

    คอมพิวเตอร์ “ควอนตัม” ขนาดจิ๋วแต่แจ๋วที่น่าจะใช้งานได้จริงในปี 2024

    บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ ควอนตัม อย่าง Google, IBM, Honeywell, IonQ และ Xanadu ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสามารถพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมให้สามารถใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2024 ซึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางด้านเทคโนโลยีให้กับองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ได้ โดยมี Qubits ที่เป็นองค์ประกอบสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยจะทำให้การจัดเก็บข้อมูลเปลี่ยนจาก 0 และ 1 ไปเป็น 00 01 10 และ 11 แทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการนำทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัมมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม เพื่อแก้ไขขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันนั่นเอง

    คอมพิวเตอร์ ควอนตัม

    บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ ควอนตัม ได้ออกมาเปิดเผยว่าน่าจะใช้งานจริงได้ประมาณปี 2024

    โดยมีการคาดการณ์ว่า Google จะสามารถพัฒนา Qubits ที่สามารถใช้งานได้จริงภายในปี 2023 จะสามารถพัฒนาได้ถึง 1,000 ชิ้นภายในปี 2030 ในขณะที่ปัจจุบัน Xanadu สามารถพัฒนา Qubits  ได้ 24 ชิ้น และคาดว่าจะมี Qubits เพิ่มขึ้นเป็น 40 ชิ้นสำหรับปี 2021 และยังได้คาดการณ์กันว่าการพัฒนา Qubits จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 6-12 เดือน และนั่นจะทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเกิดได้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถประมวลผลได้มากกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องรวมกัน ดังนั้นการมี Qubits จำนวนมากก็ยิ่งพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้มากขึ้นเช่นกัน

    ทั้งนี้องค์กรภาคเอกชนหลายแห่งคาดหวังว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรได้ อย่างเช่น Airbus บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการบินและอวกาศของยุโรป ที่คาดหวังว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะมาช่วยปรับปรุงระบบพลศาสตร์ของเครื่องบิน ที่จะส่งผลต่อการประหยัดเชื้อเพลิงในขณะที่กำลังจะบินขึ้น

    คอมพิวเตอร์ ควอนตัม

    อีกทั้งจะช่วยในการออกแบบปีกด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนมากขึ้นที่คอมพิวเตอร์ในระบบปัจจุบันยังไม่สามารถคำนวณได้ นอกจากนี้ Honeywell    ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น นำมาใช้ในการออกแบบทางเคมีสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม สามารถออกแบบระบบคลังสินค้าอัตโนมัติได้โดยที่ไม่ต้องใช้แรงงานมนุษย์ หรือการออกบบระบบการบินและอวกาศได้อีกเช่นกัน

    โดยบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ได้ร่วมมือกันในการพัฒนา Qubits เพื่อให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเกิดขึ้นและสามารถใช้งานได้จริงบนโลก เพราะคอมพิวเตอร์ควอนตัม 1 เครื่อง ที่บรรจุหน่วยความจำ 50 Qubits จะสามารถประมวลผลได้เทียบเท่าหรือมากกว่าเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และในอนาคตบริษัทเทคโนโลยีในหลายๆ ประเทศพยายามที่จะพัฒนาให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมให้มีขนาดเล็ก ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ที่ทำให้องค์กรภาคเอกชนสามารถลงทุนได้ สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรต่อไปในอนาคต

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และAcer Nitro 5 หลุดสเปคล่าสุด Ryzen 7+RTX 3080 โผล่ที่เยอรมัน! อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    เทคโนโลยี

    Serotonin ระบบ AI ที่ช่วยในการศึกษาการใช้ยาทางจิตเวชและการนอนหลับได้

    Serotonin ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยสมองของ NIH ผ่านโครงการ Advancing Innovative Neurotechnologies ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมายในการปฎิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับสมองของมนุษย์ ทั้งที่มีสุขภาพที่ดีและที่มีโรคประจำตัว

    มาทำความรู้จักกับ Serotonin กันเถอะ

    หลักการของSerotoninจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ตรวจจับระดับของสารเซโรโทนินที่อยู่ในสมองอย่างละเอียดแบบเรียลไทม์ในระหว่างการนอนหลับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด รวมทั้งใช้ทดสอบประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของยาจิตเวชที่ได้รับการพัฒนาออกมาใช้ใหม่กับผู้ป่วยด้วย

    Serotonin

    นอกจากนี้Serotoninที่ได้รับการพัฒนาในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่จะช่วยตรวจสอบการแพร่กระจายของสารเซโรโทนินในสมองที่ให้ผลลัพธ์ที่มีความเที่ยงตรงได้มากกว่าวิธีในปัจจุบันที่เป็นการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของการส่งสัญญาณเซโรโทนินในวงกว้างเท่านั้น แต่ Serotonin ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่เป็นการใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมชั้นสูง สำหรับการเปลี่ยนโปรตีนของแบคทีเรียรูปกาบหอยแครงที่สามารถจับสารอาหารและแปลงให้เป็นเซ็นเซอร์ที่มีความไวสูงและจะเรืองแสงเมื่อตรวจจับกับสารเซโรโทนินในสมอง

    โดยนักวิจัยจะใช้อัลกอริธึมที่ออกมาใหม่ถึง 250,000 แบบ สำหรับการทดลองระบบปัญญาประดิษฐ์ Serotonin สำหรับตรวจวัดระดับเซโรโทนินในสมองที่มีปฏิกิริยากับสารสื่อประสาทและยาทางจิตเวชที่ใช้ โดยในการทดลองพบว่า Serotonin สามารถตอบสนองต่อสัญญาณของสารเซโรโทนินที่เดินทางระหว่างเซลล์ประสาทจุดที่มีสารซินแนปติก และเมื่อทำการทดลองเกี่ยงกับเซลล์ใน Petri จะพบว่า Serotonin สามารถตรวจพบสัญญาณที่เปลี่ยนแปลงจากการได้รับยาแก้โรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการตรวจพบสาร MDMA ที่มีในโคเคนด้วยเช่นกัน

    Serotonin

    นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์ Serotonin ไปทดสอบกับหนู เพื่อพิสูจน์ได้ว่าสารเซโรโทนินนั้นสามารถแสดงสภาพทางธรรมชาติของสิ่งมีชิวิตได้ โดยจะใช้ความสัมพันธ์ของระดับของเซโรโทรนินกับสภาพโดยทั่วไปของสิ่งมีชีวิต เช่น การนอนหลับ การตื่นนอน เป็นต้น ตลอดจนได้นำไปทดลองเกี่ยวกับระดับความกลัวของสิ่งมีชิวิตที่จะมีผลต่อสารเซโรโทนินในสมองได้ ซึ่งผลการทดสอบที่ได้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นและพัฒนายารักษาโรคที่เกิดขึ้นทางจิตเวชและอาการนอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และทราบหรือไม่…? 5 ความเชื่อที่คนส่วนใหญ่มักเข้าผิดเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟน อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    มือถือ

    ทราบหรือไม่…? 5 ความเชื่อที่คนส่วนใหญ่มักเข้าผิดเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟน

    สมาร์ทโฟน หรือ โทรศัพท์มือถือ เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการติดต่อสื่อสารและการประกอบอาชีพ ซึ่งแทบจะทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือไว้ครอบครองบางคนมีหลายเครื่องด้วยซ้ำไป และจะเห็นได้ว่าโทรศัพท์มือถือแต่บริษัทจะมีการพัฒนารูปแบบและการใช้งานในแต่ละปีหลากหลายชนิด ราคาก็จะแตกต่างตามคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทุกบริษัทจะออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ซึ่งราคาอย่างถูกก็หลักพันบาท ดังนั้นหลายคนจึงรักษาอย่างดี ทว่าทราบไหม…? บางความเชื่อก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อสมาร์ตโฟน ในบทความนี้จึงได้รวบรวม 5 ความเชื่อที่คนใช้โทรศัพท์มือถือเข้าใจผิดมาบอกต่อ ดังนี้

    สมาร์ทโฟน

    รวม 5 ความเชื่อที่คนใช้ สมาร์ทโฟน เข้าใจผิด

    1. ไม่นำบัตรเครดิตไว้ใกล้โทรศัพท์มือถือ ในความเชื่อนี้คือสมาร์ตโฟนจะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปทำลายแถบแม่เหล็กของบัตรเครดิตได้ ในส่วนของความเป็นจริงโทรศัพท์มือถือมีส่วนที่เป็นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่บริเวณลำโพงจุดเดียวจึงไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะไปทำลายแถบแม่เหล็กบนบัตรเครดิตได้ 
    2. โทรศัพท์มือถือมีคลื่นแม่เหล็กเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งที่ได้ยินกันอย่างหนาหู คือ คลื่นไฟฟ้าในโทรศัพท์มือถือจะก่อให้เกิดมะเร็งและสำหรับผู้หญิงมีครรภ์เป็นอันตรายกับทารกได้ แต่จากการตรวจสอบของกรมอนามัยโลกได้กล่าวไว้ว่า “ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าสมาร์ทโฟนสามารถเกิดอันตรายดังกล่าวได้” นั้นเอง 
    3. แผ่นเช็ดทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถทำให้หน้าจอพังเสียหายได้ ในข้อนี้หลายบริษัทโทรศัพท์มือถือได้ออกมายืนยันแล้วว่าสามารถใช้แผ่นเช็ดที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อได้ หนึ่งในนั้นคือ Apple นั้นเอง 
    4. คลื่นไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือสามารถทำให้ไข่ดิบสุกได้ หลายคนที่มีความเชื่อในข้อนี้อาจจะเคยเห็นคลิป VDO การทำไข่สุกด้วยโทรศัพท์มือถือ ทว่าโทรศัพท์มือถือมีคลื่นพลังงานไม่เพียงพอที่จะทำไขสุกได้ ดังนั้นควรเสพข่าวอย่างมีสติ 
    5. WI-FI สาธารณะปลอดภัย  การใช้ WF-FI ฟรีไม่ได้มีความปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากทุกคนไม่สามารถทราบได้ว่าจุดกำเนิดสัญญาณมาจากที่ใด ข้อควรระวังไม่ควรใช้ WI-FI ฟรีในการทำธุรกรรมการเงิน เพราะจะเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลทางการเงินได้ง่าย

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และไม่ต้องซื้อเครื่องดนตรีก็ทำเสียงเพลงเองได้ด้วยแอพพลิเคชั่น GarangBrand อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    โน็ตบุค

    Acer Nitro 5 หลุดสเปคล่าสุด Ryzen 7+RTX 3080 โผล่ที่เยอรมัน!

    Acer Nitro 5 ถือเป็นซีรีย์ Gaming Notebook ที่เหล่าเกมเมอร์หลายคนต่างรอคอยแทบทุกปี ซึ่งโดยปกติ ข้อมูลเกี่ยวสเปคและรายละเอียดต่าง ๆ ของเครื่องแต่ละรุ่นมักจะเปิดเผยในช่วงก่อนเปิดตัวไม่นาน แต่สำหรับAcer Nitro5ที่จะวางขายในปีหน้า (2021) กลับมีข้อมูลสเปคบางส่วนหลุดออกมาจากร้านคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี แถมข้อมูลที่หลุดออกมายังเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการอีกด้วย

    Acer Nitro 5 จะมาพร้อม Ryzen 7 5800H และ RTX 3080 M

    AcerNitro5ที่มีข้อมูลหลุดออกจากนั้น มีรหัสรุ่นคือ AN517-41-R9S5 ซึ่งหลุดออกมาจากร้านคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งในเยอรมัน แม้ทางร้านจะรีบลบข้อมูลดังกล่าวออกจากหน้าร้านไป

    แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของเหล่าเซียนคอมที่สามารถจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ได้ ก่อนจะนำมาเผยแพร่ต่อ ๆ กันจนกลายเป็นกระแสร้อนในวงการ Gaming Notebook 

    Acer Nitro 5

    โดยสเปคที่หลุดออกมาประกอบด้วย หน้าจอ IPS ขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920x1080p) มีอัตรา Refresh Rate ที่ 144 Hz ใช้หน่วยความจำภายใน RAM 32GB DDR4 และ ROM 1TB SSD

    และที่สำคัญคือ ใช้หน่วยประมวลผล (CPU) AMD Ryzen 7 5800H และการ์ดจอ (GPU) Nvidia RTX 3080 M ซึ่งทั้งตัว CPU และ GPU ยังเป็นรุ่นที่ไม่มีการประกาศออกมาแต่อย่างใด

    แม้จะมีกระแสข่าวว่าทั้งสองตัวนี้อาจจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2021 ก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาโผล่อยู่ใน Acer Nitro5 ตัวใหม่นี้ 

    Acer Nitro 5

    สำหรับ CPU Ryzen 7 5800H จะใช้สถาปัตยกรรม Zen 3 แบบเดียวกับที่มีใช้งานบนเวอร์ชั่น Desktop แต่ก็มีกระแสข่าวว่า AMD อาจจะผลิต Ryzen 5000s โดยผสมทั้ง Zen 3 และ Zen 2 ส่วน GPU อย่าง Nvidia RTX 3080 M

    ถึงตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดออกมาแน่ชัด แต่คาดกันว่าอาจจะเป็น RTX 3070 ที่เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  

    ในส่วนของราคาเจ้า Acer Nitro5 ตัวใหม่นี้ คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,375 ดอลลาร์ หรือราว 70,000+ บาท  ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่น่าแปลกใจหากเทียบกับสเปคของ Gaming Notebook ระดับ Hi-End แบบนี้ 

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และRansomware โจรกรรมข้อมูลโรงพยาบาลและขู่จะเผยแพร่รูปศัลยกรรมของผู้ป่วย อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    Security

    Ransomware โจรกรรมข้อมูลโรงพยาบาลและขู่จะเผยแพร่รูปศัลยกรรมของผู้ป่วย

    Ransomware ได้เข้าโจรกรรมทางไซเบอร์กับระบบงานของโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ และสามารถขโมยข้อมูลการทำศัลยกรรมความงามได้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งได้มีการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพของผู้ป่วยก่อนและหลังการทำศัลยกรรมแต่ละรายรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ของการทำศัลยกรรมด้วย โดย Ransomware ได้โจมตีระบบของ Transform Hospital Group ที่มีการอ้างอิงว่าเป็นกลุ่มคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักและการทำศัลยกรรมความงามในประเทศอังกฤษ โดยมีคลินิกในเครือข่ายจำนวน 11 แห่ง ที่ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ขยายขนาดหน้าอก แก้ไขหัวนม และปรับแต่งเสริมจมูก ซึ่งมีอ้างอิงว่ามีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายรายที่ได้เข้ารับบริการผ่านคลินิกเหล่านี้ 

    ransomware

    โรงพยาบาลศัลยกรรมในประเทศอังกฤษงานเข้า! เมื่อ Ransomware เข้าโจรกรรมทางไซเบอร์กับระบบงานในโรงพยาบาล

    ทั้งนี้ Transform Hospital Group ได้ออกแถลงการณ์ว่า โรงพยาบาลสามารถยืนยันได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยทางด้านไอทีได้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ มีเข้าถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วย แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดข้อมูลทางการเงินของผู้ป่วยแต่อย่างใด ทั้งนี้ข้อมูลที่ถูกขโมยไปนั้นมีขนาดมากถึง 900 GB ที่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพก่อนและหลังของการทำศัลยกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่รูปภาพใบหน้าของผู้ป่วย ทั้งนี้โรงพยาบาลได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้กับผู้ป่วยได้รับทราบทั้งหมดแล้ว และได้รับรู้ถึงความกังวลของผู้ป่วยทั้งหลายว่าภาพและข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยจะถูกเปิดเผย จากการที่ Ransomware ได้ขโมยข้อมูลดังกล่าวไปจากโรงพยาบาล

    ransomware

    ทั้งนี้ Ransomware จัดว่าเป็นมัลแวร์ประเภทหนึ่ง มีลักษณะที่จะเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์ในระบบงานที่สามารถเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีทั้งไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจะไม่สามารถเข้าใช้งานไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้ หากไม่ยอมจ่ายเงินตามข้อความเรียกค่าไถ่ที่ส่งมาให้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายธุรกิจที่ได้รับการโจมตีทางไซเบอร์จาก Ransomware ซึ่งบางธุรกิจก็ยอมจ่ายค่าไถ่ บางธุรกิจก็ไม่ยอมจ่าย

    โดย Emsisoft บริษัทที่ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประเทศอังกฤษ มีการประเมินว่าในปี 2563 อาชญากรทางไซเบอร์จะมีรายได้มากถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศอังกฤษพยายามกีดกันไม่ให้องค์กรภาครัฐและเอกชนที่เป็นเหยื่อทางไซเบอร์ของ Ransomware จ่ายเงินค่าไถ่ให้กับอาชญากร เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้อาชญากรทางไซเบอร์เหล่านั้นไปสร้างความเสียหายกับองค์กรอื่นได้อีก

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และNuro บริษัทสตาร์ทอัพเตรียมเปิดให้บริการรถจัดสินค้าแบบไร้คนขับ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    เทคโนโลยี

    Nuro บริษัทสตาร์ทอัพเตรียมเปิดให้บริการรถจัดสินค้าแบบไร้คนขับ

    ภายหลังจากที่ Nuro บริษัทสตาร์ทอัพทางด้านการพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจจัดส่งสินค้าโดยใช้ยานพาหนะแบบไร้คนขับ ได้ทำการวางแผนในการผลิตยานพาหนะไร้คนขับและพร้อมให้บริการจัดส่งสินค้าได้ภายในต้นปี 2021

    Nuro เตรียมเปิดให้บริการยานพาหนะไร้คนขับ หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจแล้ว

    Nuroได้ทดสอบยานพาหนะแบบไร้คนขับในชื่อ R2 เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา และสามารถผ่านการทดสอบจนได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจดังกล่าว โดยการอนุญาตในครั้งนี้เป็นการจัดส่งสินค้าที่เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ซื้อ รวมทั้งความเร็วของยานพาหนะไร้คนขับจะถูกจำกัดที่ 35 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    Nuro

    ซึ่งผู้บริหารของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ให้ความเห็นว่า การอนุมัติใบอนุญาตให้กับ Nuro ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนที่สำคัญของรัฐแคลิฟอร์เนียในการพัฒนายานยนต์แบบไร้คนขับ และยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของยานยนตร์แบบไร้คนขับบนถนนสาธารณะด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของการพัฒนาเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความปลอดภัย

    โดยหลักการทำงานของยานพาหนะไร้คนขับ หรือ R2 ของ Nuro นี้ เป็นการใช้เรดาร์เพื่อถ่ายภาพความร้อนและกล้องแบบ 360 องศา สำหรับกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหว ไม่มีพวงมาลัย แป้นความเร็วและเบรค รวมถึงกระจกมองข้างด้วย รูปทรงของ R2 จะคล้ายกับรถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีในสหรัฐอเมริกาแต่มีขนาดเล็กกว่า มีระบบควบคุมอุณหภูมิภายในรถ เปิดประตูด้วยการใช้รหัสผ่าน ตลอดจนประตูเป็นแบบยกขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการย้ายของขึ้นลงจากยานพาหนะไร้คนขับคันนี้

    Nuro

    โดยในช่วงที่ทดสอบครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่าน ที่เมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส ได้ใช้ R2 สำหรับการส่งพิชช่าให้กับ Domino’s Pizza ส่งสินค้าให้กับ Kroger และ Walmart ซึ่งยังคงมีเรื่องที่น่าจะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ คือ ความปลอดภัยของยานพาหนะไร้คนขับบนถนนสาธารณะ ที่ทีมพัฒนาจะต้องติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของยานพาหนะไร้คนขับ

    ทั้งนี้การให้บริการยานพาหนะแบบไร้คนขับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่นที่เมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา ได้เริ่มให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบริการของ Waymo บริษัทในกลุ่มของ Google และ Alphabet ส่วนที่ประเทศจีน Alibaba บริษัทค้าปลีกออนไลน์และเทคโนโลยีได้ทดลองใช้ยานพาหนะไร้คนขับที่เมืองเซี่ยงไฮ้ด้วยเช่นกัน

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และMuZero ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่นวิดีโอเกมของ DeepMind อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    เทคโนโลยี

    MuZero ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่นวิดีโอเกมของ DeepMind

    DeepMind บริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศอังกฤษที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของ Google ได้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใช้ชื่อว่า MuZero ที่มีความคิดและประสิทธิภาพเทียบเท่าหรืออาจจะเหนือกว่ามนุษย์ โดยได้ทำการทดสอบให้MuZeroเล่นวิดีโอเกมรุ่นเก่าอย่าง Artati หมากรุก หมากล้อม (โกะ) และหมากรุกญี่ปุ่น โดยที่ไม่ได้มีการใส่เงื่อนไขของการเล่น เพื่อที่จะให้ MuZero สามารถตัดสินใจเล่นได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง MuZero สามารถวางแผนการเล่นล่วงหน้าที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดีในการเล่นหมากรุก 

    MuZero

    MuZero ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความคิดและประสิทธิภาพเทียบเท่าหรืออาจจะเหนือกว่ามนุษย์

    ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้าเงื่อนไขที่ซับซ้อนและสามารถตัดสินใจบนโลกแห่งความเป็นจริงได้ โดยที่ไม่มีการใส่โปรแกรมการตัดสินใจไว้ล่วงหน้า การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เริ่มจากการลองผิดลองถูก จนสามารถค้นพบเงื่อนไขที่สามารถทำให้ MuZero สามารถมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและเหนือกว่ามนุษย์ได้

    ทั้งนี้ได้มีการเปรียบเทียบ MuZero อาจจะเหมือนกับโปรแกรม DQN ที่มีสามารถเล่นวิดีโอเกม Atari ชนะมนุษย์ได้ หรือ โปรแกรม AlphaGo ที่สามารถเล่นหมากล้อมชนะนักแข่งอย่าง Lee Sedol เมื่อปี 2016 ได้ ภายหลังจากที่ทั้งสองโปรแกรมในอดีตได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะลงแข่งกับมนุษย์

    ทั้งนี้มีการคาดการณ์ไว้ว่า MuZero สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์จริงในอนาคต โดยบริษัท DeepMind พยายามจะคิดค้นการบีบอัดวิดีโอในรูปแบบใหม่ที่ใช้อัลกอลิทึมเดียวกันกับที่ใช้กับการพัฒนา MuZero ให้สามารถเล่นหมากล้อมชนะมนุษย์ได้ ซึ่งนั้นจะช่วยทำให้ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์วิดีโอได้เป็นอย่างมาก

    MuZero

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มเผยแพร่วิดีโอยอดนิยมอย่าง YouTube ที่เป็นบริษัทหนึ่งของ Google จะได้รับประโยชน์จากความสำเร็จของการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ MuZero เป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ YouTube สามารถประหยัดพื้นที่การจัดเก็บวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มของตัวเองได้เป็นจำนวนมาก

    โดย DeepMind เป็นสตาร์ทอัพจากประเทศอังกฤษที่ก่อตั้งโดย Demis Hassabis, Shane Legg และ Mustafa Suleyman เมื่อปี ค.ศ.2011 เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ให้มีความสามารถในการเรียนรู้การเล่นวิดีโอเกมให้เทียบเท่ามนุษย์ที่ส่งผลให้สามารถพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเลียนแบบความทรงจำระยะสั้นของมนุษย์ ต่อจากนั้นในปี ค.ศ.2014 Google ได้เข้าซื้อกิจการของ DeepMind ด้วยมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12,000 ล้านบาท และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Google DeepMind

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และไม่ต้องซื้อเครื่องดนตรีก็ทำเสียงเพลงเองได้ด้วยแอพพลิเคชั่น GarangBrand อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    มือถือ

    ไม่ต้องซื้อเครื่องดนตรีก็ทำเสียงเพลงเองได้ด้วยแอพพลิเคชั่น GarangBrand

    เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีของเราเริ่มจะไปไกลเข้าแล้ว ในยุคนี้อะไร ๆ มันก็เพียบพร้อมไปซะเสียหมดอยากจะทำเพลงเล่นเครื่องดนตรีหรือฝึกอะไรต่าง ๆ นา ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีราคาเป็นหมื่นเป็นแสนมาฝึกเพราะเดี่ยวนี้เขาสามารถฝึกหรือทำเพลงในแอพพลิเคชั่นได้แล้ว เสียงเหมือนเครื่องดนตรีเป๊ะ ๆ แถมยังเลือกได้แบบหลากหลายอีกด้วยทำเสียงแบบมิกซ์กันก็ยังได้และแอพที่เราจะแนะนำตัวนั้นก็คือ GarangBrand

    GarangBrandเป็นแอพที่มีติดอยู่ในเครื่องของ IPhoneหรือ IPad อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อตัวแอพเลยเขามีให้ใช้กันไปแบบฟรี ๆ แถมยังสามารถดาวโหลดเสียงเอ็ฟเฟ็กต่าง ๆ ที่ต้องการจะใส่เข้าไปในเสียงของเราได้อีกด้วย เป็นแอพที่สะดวกมาก ๆ แต่อาจจะต้องเรียนรู้วิธีใช้สักนิดหนึ่งมันก็แอบยากเหมือนกับเครื่องดนตรีที่ต้องฝึกเล่นไปแต่ละครั้งส่วนในแอพก็เหมือนกันจะต้องฝึกบันทึกฝึกใช้งาน วิธีการใช้งานนั้นก็ค่อยข้างจะแอบซับซ้อนเล็กน้อยแต่ถ้าหากเริ่มเข้าใจมันก็จะทำให้เราทำเสียงเพลงของตัวเองได้ อย่างเช่นเสียงบีทของตัวเอง 

    GarangBrand

    ข้อดีของ GarangBrand

    มีเครื่องดนตรีหลากหลาย อทิเช่น กีตาร์ เปียโน กลอง เป็นต้น

    มีคีย์ในการเล่นครบ

    กดง่ายมีความเสถียรภาพเป็นอย่างมาก สามารถกดแป้นพร้อมกันได้ (ขึ้นอยู่กับเครื่องด้วย)

    เหมาะสำหรับการทำบีทแบบอินโทร อินโทรหมายความว่าเสียงเพลงที่ไว้ใช้เปิด

    สามารถมิกซ์เสียงบีทได้ตัวอย่างเช่น กีตาร์กับเสียงกลอง เป็นต้น ในส่วนตรงนี้สามารถดีไซน์ได้แบบตามใจชอบ

    หลังจากที่บันทึกเสียงออกมาเสียงจะคมชัด

    GarangBrand

    ข้อเสียของGarangBrand

    คนที่ไม่ทราบตัวโน้ตอาจจะเล่นได้ค่อยข้างยากให้ไพเราะ

    บางเครื่องดนตรีอาจจำเป็นต้องเสียค่าบริการ

    วิธีใช้งานค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก

    หากไม่ทราบจังหวะอาจจะทำให้เพลงเพี้ยนหรือเสียงทั้งหมดก็เป็นไปได้

    ต้องรู้จักเครื่องดนตรีแต่ละประเภทและแต่ละชนิดมากพอสมควร ตัวอย่างเช่น เราเลือกกีตาร์ เราจะต้องเลือกกีตาร์อีกว่าต้องเป็นเสียงแบบไหน หากเลือกผิดมันก็จะไม่เข้าตามคีย์ที่กำหนด

    สรุปแอพGarangBrand นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทุก ๆ อย่างที่จะสามารถทำเพลงงหรือเสียงบีทในนี้ได้จะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีเสียก่อน

    หากคุณไม่อยากพลาดข่าวคอมพิวเตอร์ และ“App ยอดฮิต” ในช่วงวันหยุดเรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง? อย่าลืมติดตามกันได้ที่ mambodocman.com

    Add your widget here